test 3

test

เทสข่าว1

เทสข่าว1

 

[รีวิว] Army of the Dead แผนปล้นซอมบี้เดือด-แผนปล้นล้นๆ ที่ยังเก็บทรงแบบเอาอยู่

สนับสนุนเนื้อหา

หลังจากต้นปี 2021 แซค สไนเดอร์ (Zack Snyder) สร้างความฮือฮากับโปรเจกต์มหาชนอย่าง Zack Snyder’s Justice League ที่ได้กลายเป็นคอนเทนต์เด็ดของเอชบีโอ แม็กซ์ (HBO MAX) ไปแล้วก็ไม่ปล่อยให้แฟน ๆ รอนานแต่คราวนี้สไนเดอร์ไม่ได้มากับยอดมนุษย์คนไหนและไม่ได้พะยี่ห้อดีซี (DC) ตอนต้นเรื่องแต่กลับเป็นการย้อนสู่รากเหง้าอย่างหนังซอมบี้ที่มี Dawn of the Dead หนังเปิดทางอาชีพผู้กำกับหนังที่น่าจับตามองให้เขาเมื่อปี 2004

แต่แน่นอนว่า 17 ปีผ่านไปหนังซอมบี้ได้ถูกตัดปะเอาไปผสมแนวต่าง ๆ จนแทบไม่มีจุดให้ดิ้นหรือฉีกแนวไปทำอย่างอื่นได้แล้วดังนั้น Army of the Dead เลยกลายเป็นงานที่ท้าทายสไนเดอร์ไม่น้อยเลยทีเดียวว่าคนที่เคยปลุกกระแสหนังซอมบี้เมื่อร่วม 2 ทศวรรษก่อนจะมีแง่มุมอะไรใหม่ ๆ มาบอกเล่าในหนังซอมบี้รวมทีมปล้นเรื่องนี้

หนังจะเล่าถึง สก็อต วอร์ด (เดฟ บอทิสตา – Dave Bautista) อดีตทหารรับจ้างที่ปัจจุบันกลายเป็นพ่อครัวในร้านอาหารที่วันดีคืนดีเขาก็ได้รับงานจาก บลาย ทานากะ (ฮิโรยูกิ ซานาดะ – Hiroyuki Sanada) เศรษฐีที่เสนอเงินก้อนโตแลกกับการพามาร์ติน (แกร์เร็ต ดิลลาฮันต์ – Garret Dillahunt) คนของเขาไปที่ลาส เวกัสเพื่อขนเงินสดก้อนโตจากตู้เซฟในคาสิโนก่อนรัฐบาลจะปูพรมทิ้งระเบิด งานนี้เขาได้รวมทีมระดับพระกาฬอาทิ มาเรีย ครูซ (อนา เด ลา เรกูเอรา – Ana De La Reguera) อดีตคนรัก เคต วอร์ด (เอลลา เพอร์เนล – Ella Purnell) ลูกสาวที่เขาห่างเหินมานาน ลิลลี (นอรา อาร์เนเซเดอร์ – Nora Arnezeder) ไกด์หญิงสุดแกร่ง และสหายศึกสุดระห่ำฝ่าดงซอมบี้ในลาส เวกัส แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดนอกเหนือจากเหล่าซอมบี้ที่มีความฉลาดและระบบสังคมที่ซับซ้อนแล้วบางทีแผนปล้นครั้งนี้อาจแฝงอันตรายจากมนุษย์ด้วยกันเองก็เป็นได้

Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead
Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead

อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรกว่าหนังซอมบี้เดินทางผ่านการดัดแปลงปะผุและเอาไปยำรวมกับหนังในประเภทอื่น ๆ มาแล้วแต่ทว่าใจความที่ไม่เคยเปลี่ยนของมันคือการวิพากษ์สังคมซึ่งทีมเขียนบทที่นำโดยสไนเดอร์ก็เหมือนจะรู้ดีว่าต้องหยิบจับประเด็นผู้อพยพและการอยู่ร่วมกันของมนุษย์หลากชาติพันธุ์มาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่ก็ยังไม่ทิ้งองค์ประกอบที่จะเอาใจคนดูยุคนี้ด้วยการประเคนฉากตื่นเต้นกระตุ้นอะดรีนาลีนอัดมาไม่ให้ว่างเว้นได้ค่อนข้างลงตัว

แม้ว่าจะยังมีช่องโหว่จากการที่หนังเองก็แอบเล่นท่ายากด้วยการใส่ความซับซ้อนของกลไกการเมืองที่หนังอุตส่าห์ปูไว้แต่กลับไม่สานต่อทั้งอำนาจเหนือกฎหมายของมิสเตอร์บลาย ทานากะ หรือกระทั่งระบบสังคมซอมบี้ในเรื่องที่น่าสนใจมากแต่ก็ไม่ได้ลงลึกมากนักจนน่าเสียดาย มันเลยทำให้ความลึกของบทหนัง Army of the Dead ไปเน้นที่ความเป็นพ่อเป็นลูกของสก็อตและเคต วอร์ดแทน

Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead
HIROYUKI SANADA as TANAKA
Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead
NORA ARNEZEDER as LILLY (THE COYOTE)

กระนั้นเมื่อมันผ่านการกำกับของแซค สไนเดอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องงานวิชวลไอ้ช่องโหว่ที่หนังมีรูพรุนเต็มไปหมดก็กลับถูกจังหวะในการเล่าเรื่องและเร้าอารมณ์คนดูของเขาพาเราหลุดเข้าสู่เกมการเอาตัวรอดผ่านคาแรกเตอร์ที่มีสีสันและมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์เหมือนสไนเดอร์เองก็รู้ว่าเราอยากเห็นฮิโรยูกิ ซานาดะรับบทผู้ทรงอิทธิพลร้ายลึกหรือได้เห็นอนา เด ลา เรกูเอรา ได้โชว์เสน่ห์แบบสาวละตินรุ่นใหญ่ แม้จะต้องมีตัวขายอย่างเดฟ บอทิสตาหรือเอลลา เพอร์เนลไว้เรียกแขกหน่อยก็ตามที

Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead
Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead

ว่ากันถึงทีมนักแสดงนอกจากเบอร์ใหญ่ที่เรากล่าวไปแล้วการแคสติงนักแสดงใน Army of the Dead ยังน่าสนใจด้วยการแคสนักแสดงหนุ่มข้ามเพศอย่าง ทิ๊ก โนตาโร (Tig Notaro) ในบทแมเรียน ปีเตอร์ส์ นักบินเฮลิคอปเตอร์สุดเท่จนกล่าวได้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้น่าจะมีความหลากหลายทั้งเพศและชาติพันธุ์มากที่สุดแล้ว ส่วนโอมาริ ฮาร์ดวิก (Omari hardwick) ในบทแวนเดอโรห์ก็ทำให้บทบาทของตัวละครผิวสีดูมีเสน่ห์มากกว่าจะเป็นแค่ตัวประกอบได้ดีทีเดียว

แต่กระนั้นแม้เดฟ บอทิสตากับเอลลา เพอร์เนลจะถูกใช้ชื่อเพื่อเรียกคนดูแต่พวกเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง บอทิสตาเองทำให้คนดูประจักษ์เลยว่าภายใต้ร่างกายอันบึกบึนมีหัวใจที่ต้องการไถ่บาปและสามารถมอบทั้งชีวิตให้ลูกสาวที่ห่างเหินได้จริง ๆ ส่วนเพอร์เนลนอกจากความสว่างของคาแรกเตอร์ที่ช่วยให้หนังดูมีความหวังแล้วการแสดงของเธอยังทำให้ด้านอ่อนโยนในหนังแอ็กชั่นสุดระห่ำเรื่องนี้ได้ปลอบประโลมและส่งความหวังให้คนดูได้เป็นอย่างดี

Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead
Beartai Buzz รีวิว Army of the Dead

โดยสรุปแล้ว Army of the Dead ก็นับเป็นงานหนังที่คุ้มค่าคุ้มเวลาไม่น้อยเลยหากต้องการดูหนังสนุก ๆ สักเรื่องทั้งงานภาพที่ต้องบอกว่าแซค สไนเดอร์เหมาทั้งกำกับและถ่ายภาพเองซึ่งเขาก็ทำให้งานภาพออกมาโดดเด่นด้วยสไตล์ภาพชัด ตื้นแปลกตา รวมถึงการออกแบบกลไกซอมบี้ที่น่าสนใจมาก ๆ ช่วยให้หนังเรื่องนี้น่าจะถูกใจคอหนังที่ร่างกายเรียกร้องความระห่ำและปั๊มอะดรีนาลีนให้หัวใจสูบฉีดได้แน่นอน

อ้อ แอบบอกไว้ก่อนว่าตอนนี้แซค สไนเดอร์มีโปรเจกต์สานต่อในรูปแบบอนิเมะซีรีส์ในชื่อ ‘Army of the Dead : Lost Vegas’ ซึ่งหากมีความคืบหน้า Beartai – Buzz จะรีบมารายงานให้ทราบอีกทีนะครับ

เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก (David F. Sandberg) ผู้กำกับ ‘Shazam: Fury of the Gods’ ได้โพสต์ภาพแรกจากกองถ่ายภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ ซึ่งเผยให็นเห็นเหล่าซูเปอร์ฮีโรที่แปลงร่างขึ้นมาในร่างผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อดัม โบรดี (Adam Brody) ในบท Freddy, เมแกน กูด (Meagan Good) ในบท Darla, รอสส์ บัตเลอร์ (Ross Butler) ในบท Eugene, แซคารี ลีวาย (Zachary Levi) ในบท Billy, เกรซ ฟุลตัน (Grace Fulton) ที่คราวนี้เธอโตเป็นสาวมากพอจะมารับบท Mary ได้ทั้ง 2 เวอร์ชัน และ ดีเจ โคโทรน่า (D. J. Cotrona) ในบท Pedro

Shazam 2

‘Shazam: Fury of the Gods’ เป็นภาคต่อของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร ‘Shazam’ (2019) ในจักรวาล DCEU (DC Extended Universe) ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนทาง Warner Bros. ได้เปิดไฟเขียวให้สร้างภาคต่อทันที และยังคงได้ เดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง

ใน ‘Shazam’ ภาคแรกนั้น ว่าด้วยเรื่องราวของ Billy Batson (รับบทโดย แอชเชอร์ แองเจิล) ที่ได้รับพลังวิเศษจากพ่อมดในโบราณกาล ทำให้สามารถแปลงร่างเป็นซูเปอร์ฮีโรทรงพลัง (รับบทโดย แซคารี ลีวาย) จากการพูดคำว่า “Shazam !”

shazam
Shazam (2019)

สำหรับเนื้อเรื่องของ ‘Shazam: Fury of the Gods’ นั้น ยังคงถูกเก็บเป็นความลับ แต่จากภาพตัวละครชุดแรกที่เปิดเผยมีนี้ ทำให้คาดว่าจะยังคงให้ความสำคัญของประเด็นครอบครัว และมิตรภาพระหว่างเพื่อน

ในส่วนของตัวร้ายนั้นก็โดดเด่นไม่แพักัน โดยได้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง เฮเลน เมียร์เรน (Helen Mirren) มารับบท Hespera และ ลูซี หลิว (Lucy Liu) มารับบท Kalypso

‘Shazam: Fury of the Gods’ มีกำหนดฉายวันที่ 2 มิถุนายน 2023

เพิ่งจะประกาศเลื่อนฉายไปเมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ ล่าสุดก็ปล่อยตัวอย่างใหม่ออกมาให้เราได้ชมกับ สำหรับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ สายลับหญิง Black Widow ที่ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ทางค่ายต้นสังกัดอย่าง Marvel ก็ได้ประกาศเลื่อนวันฉายออกไปเป็นวันที่ 9 กรกฎาคม พร้อมกันทั้งในโรงภาพยนต์และบนสตีมมิ่ง Disney+

Black Widow เป็นหนึ่งในภาพยนย์ที่ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง โดยแรรกเริ่มเดิมที่ทาง Marvel Studios วางกำหนดการเข้าฉายไว้วันที่ 1 พฤษภาคม 2020 แต่ด้วยสถานการณ์ COVID-19 จึงมีความจำเป็นต้องเลื่อนการฉายออกไปเป็นต้นเดือนพฤษจิกายน 2020, เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หนังถูกเลื่อนออกไปอีกครั้ง จากต้นเดือนพฤษจิกายน เลื่อนมาเป็นต้นพฤษภาคมปี 2021 และล่าสุดก็เพิ่งมาถูกเลื่อนออกไปอีกเกือบ 2 เดือน เป็นวันที่ 9 กรกฏาคม 2021

แฟนๆ Marvel ที่ได้ดู The Avengers: Endgame มาแล้วคงทราบดีว่าตัวละคร Black Widow นั้นใด้เสียชีวิตลงไปแล้วด้วยการแลกชีวิตของเธอกับอัญมณีวิญญาณ. ส่วนในหนังเดี่ยวนี้เป็นการเล่าเหตุการณ์ย้อนไปช่วงหลังจากเหตุการณ์ใน Captian America: Civil War ที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นคนร้ายที่ทางการตามล่า เธอหนีกลับมาที่บ้านเกิดเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตของตัวเอง

เด็กๆ จะได้ออกจากเกาะแล้ว Jurassic World : Camp Cretaceous ซีซั่น 3 โดย แอดมินเพจกะเทยนิวส์

กะเทยนิวส์

ยาวนานกันเหลือเกินแม่ กับการ์ตูนเด็ก Original Netflix ที่เป็นเรื่องราว Spin-Off มาจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Jurassic World ซึ่งเทยก็ดันไปกดติดตามไว้ตั้งแต่ซีซั่น 1 ว่าบาปว่าบุญ นางเดินทางมายาวนานจนถึง ซีซั่น 3 แล้วจ้า เทยเลยอยากจะแวะมาส่งท้ายเดือนนี้กันเสียหน่อยแม่

Jurassic World Camp Cretaceous ซีซั่น 3

เป็นเรื่องราวของกลุ่มเด็กๆ 6 คน ที่ได้รับโอกาสไปเข้าค่ายที่เกาะ Isla Nublar สถานที่ตั้งของ Jurassic World ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับในภาพยนตร์ ก่อนที่สวนสนุกจะเกิดเหตุขัดข้อง และทำให้ผลงานการทดลองอย่างเจ้า Idominus Rex ที่เป็นสัตว์ดุร้าย หลุดออกมา แต่ด้วยความขัดข้องไม่คาดคิด เด็กทั้งหกคนประกอบไปด้วย เอเดรียส,บรู๊คลิน,ยาส,แซมมี่,เคนจิ และ เบน ต้องถูกทิ้งไว้บนเกาะ พวกเขาทั้ง 6 จึงต้องร่วมกันหาวิธีเอาตัวรอดในเกาะที่เต็มไปด้วยไดโนเสาร์ ด้วยทักษะที่ทั้ง 6 คนมีติดตัว ต้องร่วมมือกันรอดไปให้ได้

ผ่านมาตลอด 2 ซีซั่น กลุ่มเด็กๆทั้งหกคน ต่างต้องเผชิญกับความอันตรายบนเกาะหลากหลายรูปแบบ ในซีซั่นแรก กับเหตุการณ์เกาะกำลังจะต้องอพยพคนกันออกไป ในซีซั่นสอง เมื่อพวกเขาถูกทิ้งไว้ ก็ต้องเผชิญกับสัตว์ต่างๆมากมาย และการเอาตัวรอดด้วยการหาเสบียง และในซีซั่นนี้ เมื่อทั้งหกได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง พวกเขาจะต้องช่วยกันหาวิธีออกไปจากเกาะนี้ด้วยตัวเองกันให้ได้ พ่วงกับการเผชิญกับความลับสำคัญที่ถูกซุกซ่อนไว้ในเกาะนี้อีกด้วย

แต่เธอขา มันน่าตกใจเหมือนกันนะคะ พอไล่ไทม์ไลน์กันไปดีดี เอ๊า เด็กทั้งหกคนติดเกาะกันมาหกเดือนแล้วจ้า และนั่นยิ่งทำให้มิตรภาพความเป็นเพื่อนของทั้งหกคนที่ต่างคนต่างที่มากัน เริ่มแน่นแฟ้นกันยิ่งขึ้นไปอีกล่ะเธอ และเนื้อเรื่องในซีซั่นสาม ก็ยังพาเราไปพบเจอกับเหตุการณ์เดียวกับภาพยนตร์ Jurassic World : Fallen Kingdom ไปอีก รวมไปถึงตัวร้ายอย่าง Dr.Wu ที่ก็กลับมาเพื่อทำการทดลองอันน่าสยดสยองของฮีให้สำเร็จอีกด้วยล่ะ

เอ้อ… สนุกสนานไม่ไหว

แน่นอนว่าความพิเศษของซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กเรื่องนี้ นอกจากจะเป็น Spin-Off เรื่องราวต่อจากภาพยนตร์ที่เราๆเธอๆคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ตัวการ์ตูนยังสอดแทรกการอุ้มชูความหลากหลายของตัวละครเด็กๆเอาไว้ได้ดี ตั้งแต่เด็กผิวดำ ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีความฝัน เด็กสาวเน็ตไอดอลที่ติดมือถือทั้งวันทั้งคืน เด็กสาวชาวเอเชียที่ครอบครัวต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ไปต่อ แม้จะต้องส่งลูกสาวมาเป็นสายลับ เด็กสาวนักกีฬาที่มีเกราะป้องกันตัวเองสูง เด็กหนุ่มเอาแต่ใจที่ทำอะไรไม่เป็น หรือแม้แต่เด็กหวาดกลัวโลกที่ต้องเรียนรู้อะไรอีกมากในโลกกว้าง

เมื่อเด็กทั้งหกคนต้องมาอยู่รวมกัน การพยายามหาจุดเชื่อโยงมิตรภาพระหว่างกันให้พอดี และเผชิญกับเรื่องราวที่ไม่คาดคิดให้ผ่านไปได้ในแต่ละเรื่องราว มันช่างยากลำบากเสียจริงนะเธอ

ตัดมาในส่วนของไดโนเสาร์ แม้จะเป็นการ์ตูน แต่เราก็จะได้พบเจอกับไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ๆที่ไม่ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ รวมถึงซีนที่น่าลุ้น น่าหวาดเสียว ชวนตื่นเต้นอีกหลายซีนไม่ว่าจะเป็ฯการเผชิญกับไดโนเสาร์ในสายหมอก ฝูงไดโนเสาร์เรืองแสงได้ หรือแม้แต่ไดโนเสาร์ทดลองพันธุ์ใหม่ที่มีพิษร้ายแรง เด็กๆทั้งหกคน ที่แม้จะอยู่เกาะนานถึงหกเดือนแล้ว แต่ก็ต้องงัดกลเม็ดมาเอาตัวรอดกันต่ออีกยกในซีซั่นนี้ด้วยล่ะเธอ

และที่สำคัญ ใครจะไปคิดว่าเด็กๆเหล่านี้ กลับเป็นคนได้ล่วงรู้ความลับสำคัญของจักรวาล Jurassic World ก่อนที่ไดโนเสาร์ จะรั่วไหลออกไปในเหตุการณ์คฤหาสน์ในภาค Fallen Kingdom อาจจะเป็นไปได้ว่าเด็กทั้งหกคนนี้ แม้จะหนีออกไปจากเกาะได้ แต่เรื่องราวของ Camp Cretaceous อาจจะยังไม่จบลงแค่นี้ก็เป็นได้นะเออ

ไปติดตามกันได้ใน Jurassic World Camp Cretaceous Season 3 บน Netflix กันนะจ้า

เหยี่ยวเทย รายงาน

ย้อนกลับไปในปี 1997 Anaconda เป็นหนังที่ได้รับคำวิจารณ์ในแง่ลบ แต่ทำรายได้มหาศาลทั่วโลก แถมยังได้ดารานักร้องดาวรุ่งอย่าง เจนิเฟอร์ โลเปซและไอซ์ คิวป์ มารับบทนำ พ่วงด้วยดารารุ่นใหญ่อย่างจอน วอยซ์ มารับบทเป็นกองคาราวานถ่ายทำสารคดีจาก National Geographic ร่วมเดินทางเข้าป่าอเมซอนไปถ่ายทำชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ระหว่างการเดินทางผ่านลุ่มแม่น้ำ พวกเขาก็พบว่ามีอสูรกายงูยักษ์จ้องเล่นงานพวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาจึงต้องหาหนทางเอาตัวรอดก่อนจะลงไปอยู่ในท้องของอนาคอนด้า

Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid ถูกสร้างขึ้นมาในปี 2004 โดยไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆกับหนังภาคแรก โดยหนังภาคนี้แทบจะหยิบโครงสร้างของหนังภาคแรกมาทั้งยวง เปลี่ยนแค่กลุ่มตัวละครหลักจากทีมถ่ายทำสารคดีให้กลายเป็นเหล่านักวิจัยจากบริษัทยามีแผนการเดินทางไปยังป่าลึกของเกาะบอร์เนียว เพื่อไปนำ “กล้วยไม้สีเลือด” มาทำการสังเคราะห์องค์ประกอบทำยา แน่นอนว่าระหว่างทางพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเหล่างูยักษ์อนาคอนด้า

เหล่าตัวละครนักวิจัยและกองคาราวานร่วมเดินทาง เรียกได้ว่าลอกแบบจากหนังภาคแรกมาครบครัน โดยเฉพาะการวางบุคลิกตัวเอก ตัวร้าย ตัวตลก เป็นรูปแบบจำเพาะ (หนังยุคปี 2000 ต้นๆ มักจะมีการกำหนดลักษณะจำเพาะของตัวละครเอาไว้ เด่นชัดที่สุดคือ นักแสดงผิวสี มักจะต้องเล่นบทตลก พูดจาหยาบคาย ขี้โวยวาย เป็นต้น)   

น่าเสียดายที่หนังชื่อ Anacondas แต่กว่าที่ผู้ชมจะได้เห็นการแผลงฤทธิ์ของงูยักษ์แบบคาหูคาตา ก็กินเวลาเล่าเรื่องไปกว่าเกือบหนึ่งชั่วโมง จนเหตุการณ์ในภาคนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการแสดงบทเกาเหลากันระหว่างตัวละครจนน่ารำคาญ มิหนำซ้ำสิ่งที่คนดูต้องการที่สุดก็คือ งูยักษ์ กลับปรากฏตัวบนจอน้อย และไม่ค่อยจะสาแก่ใจนักสำหรับฉากไคลแม็กซ์ที่ดูราบเรียบจนเกินไป

อย่างไรก็ตามถ้าหากวิเคราะห์ลักษณะของงูอนาคอนด้าในหนังภาค Blood Orchid จะพบว่า การใส่อักษรตัว s ท้ายชื่อหนังเพื่อเพิ่มปริมาณของจำนวนงูยักษ์เข้ามา แต่หนังแทบไม่ได้มีการใช้ประโยชน์จากจำนวนงู ในการสร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญจากสิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร เว้นแต่เพียงฉากบ่องู อันปรากฏภาพเหล่าอนาคอนด้ากำลังผสมพันธุ์กันในตอนท้าย ซึ่ง “มาช้า” เกินไปอย่างน่าเสียดาย แถมยังไม่มีการแผลงฤทธิ์แบบหมู่คณะงูใดๆ ให้คนดูสาแก่ใจเลยสักนิด

สุดท้ายแล้ว แม้ Anacondas: The Hunt for the Blood Orchid จะเป็นหนังฮิตตามสตรีมมิ่งทั่วโลกโดยตลอดมา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในแง่ของงานสร้างและบทภาพยนตร์นั้น ไม่อาจจะเทียบเคียงหนังภาคแรกในทุกด้าน ส่วนแฟรนไชนส์โฮมวิดีโอภาคต่อหลังจากหนังภาคนี้ นั้น บอกได้เลยว่า “อย่าไปเสียเวลาเปิดดูเลยครับ หนักหนากว่า The Hunt for the Blood Orchid หลายเท่าตัว”

เลื่อนหลายรอบ  

อันที่จริง A Quiet Place Part  2 ถูกวางโปรแกรมฉายทั่วโลกเอาไว้ตั้งแต่ ก่อนที่โควิดจะแพร่ระบาดและลุกลามไปทั่วโลกกว่า 1 ปีก่อน การตัดสินใจเลื่อนหนังทั้งหมดของอเมริกา ทำให้ตลาดหนังใหญ่จากฮอลลีวูดตัดสินใจเลื่อนตารางเข้าฉายหนังในค่ายตัวเองกันอย่างจ้าละหวั่น ถึงแม้จะมีความพยายามในการนำหนังฟอร์มยักษ์เข้าโรงอย่าง Tenet และ Mulan แต่ดูเหมือนว่า ด้วยโรคระบาดและวัคซีน (ที่ยังไม่มา) ในช่วงเวลานั้น ทำให้รายได้ของหนังไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร และการฉายหนังไปพร้อมๆกับการลงสตรีมมิ่งหนังอาจจะเป็นแค่ “การทดลอง” เพื่อดูแนวโน้มของตลาดเท่านั้น  แต่เมื่อสถานการณ์ในการออกจากบ้านไม่ตอบโจทย์คนอเมริกา ทำให้หลากหลายสตูดิโอจึงตัดสินใจยังคงเลื่อนหนังฟอร์มยักษ์อีกหลายต่อหลายเรื่องออกไปเรื่อยๆ

ในขณะที่อเมริกายังคงวุ่นวายกับสถานการณ์โควิด ในประเทศไทยโรคโควิดเหมือนจะสามารถถูกควบคุมได้ประมาณหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นคลื่นใต้น้ำที่เรามองไม่เห็น เพราะไม่มีการตรวจเชิงรุก! แต่เมื่อไม่มีการประกาศตัวเลขผู้ติดเชื้อ การเข้าโรงหนังจึงยังเป็นเรื่องที่ใครหลายคนยังรู้สึกสบายใจที่จะไปนั่งชมภาพยนตร์ในโรงหนัง และสวมหน้ากากอนามัย ทำให้หนังใหญ่หลายต่อหลายเรื่องที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ยังคงได้รับความสนใจจากคนดูบางกลุ่ม ที่มั่นใจว่ายังไงการดูหนังฟอร์มยักษ์จากจอมือถือและทีวีที่บ้าน ไม่ตอบโจทย์และไม่สามารถมอบอรรถรสได้ โรงหนังจึงยังเป็นคำตอบสำหรับพวกเขากับการจะดูหนังสักเรื่อง

ตลาดหนังฟอร์มยักษ์ดูเหมือนจะเริ่มมีความหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อ Godzilla vs. Kong เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก (พร้อมกับออกฉายทางสตรีมมิ่ง HBO Max ไปพร้อมๆกัน) แต่การทำเงินเกิน 100 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ถือเป็นความสำเร็จที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่ เริ่มมองเห็นเค้าลางของการกลับมาเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งของผู้ชม ยังไม่รวมไปถึงการทำเงินเกินความคาดหมายของหนังที่ดัดแปลงจากเกมอย่าง Mortal Kombat ที่ทำเงินเกินร้อยล้านเหรียญตามไปอีกเรื่อง จนได้รับการอนุมัติการสร้างภาคต่อแล้วเรียบร้อย

เลื่อนหนีตาย

ท่ามกลางสถานการณ์ในอเมริกาที่กำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การระบาดในระลอกที่ 3 ของไวรัสโควิดในประเทศไทยก็คัมแบคสเตจอีกครั้ง หลังจากที่หนัง Mortal Kombat กำลังจะเข้าฉาย คลัสเตอร์ทองหล่อนั่นไง ทีทำสถิติยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ยังไม่รวมไปถึงมาตรการต่างที่ภาครัฐออกมาก็เปรียบเสมือนสำนวนสุภาษิตที่ว่า “วัวหายล้อมคอก” จนทำให้ประเทศไทยวนกลับมาอยู่ในเหตุการณ์แบบเดียวกับตอนที่ไวรัสมรณะนี้ระบาดครั้งแรกในประเทศไทย ในเวอร์ชั่นที่เลวร้ายกว่าหลายเท่าตัว

เมื่อรูปแบบสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แต่ดูเหมือนภาครัฐจะยังคงวาทกรรมเดิมที่ว่าด้วยทางรอดคือ วัคซีนไม่ต้อง หน้ากากอนามัยคือทางออก ชี้ให้คนในประเทศเกิดความสับสนงุนงงยิ่งกว่าหนังของเดวิด ฟินเชอร์มาโดยตลอดช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน จวบจนทุกวันนี้ แม้ในหลายจังหวัดที่ไม่เกิดการระบาดหนักของเชื้อไวรัสโควิด โรงภาพยนตร์จะยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อไม่มีหนังใหม่และเป็นหนังฟอร์มยักษ์เข้าฉาย ประชาชนจึงไม่รู้ว่าจะกลับเข้าโรงหนังไปทำไม ในเมื่อหนังเก่าที่โรงหนังเข้าฉายนั้นพวกเขาสามารถหาดูได้ตามสตรีมมิ่งหรือแผ่นวีซีดี ดีวีดี บลูเรย์ของตัวเองอยู่แล้ว ยังไม่รวมไปถึงเงินในกระเป๋าสตางค์ที่จางลงเรื่อยๆ ตามสถานการณ์ที่ตัวเองไม่รู้ว่าจะกลายเป็นคน “ตกงาน” ในวันไหน

ในขณะเดียวกันที่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างอเมริกา ได้เฉลิมฉลองการถอดหน้ากาก (เพราะได้วัคซีนที่มีคุณภาพ ประชากรได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง จนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่) กำลังออกมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ  A Quiet Place Part  2 จึงกลายเป็นหนังภาคต่อที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์มาตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา (และเข้าฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้น) ตอนนี้ทำเงินในอเมริกา(และแคนนาดา) ไปแล้วทั้งสิ้น 115 ล้านเหรียญฯ ซึ่งส่งสัญญาณให้กับค่ายหนังอเมริการู้ว่า มันถึงเวลาแล้วที่พาเรดหนังฟอร์มยักษ์จะเริ่มกลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง

สุดท้ายฉายดีกว่าปล่อยเก่า

วกกลับมาที่ประเทศไทย ถ้าหากอเมริกาส่งหนังเข้าโรงได้ตามปกติ แต่อย่าลืมว่าหนังแต่ละเรื่อง “มีอายุ” ของมัน และเมื่อถึงห้วงเวลาหนึ่ง หนังใหญ่เหล่าก็จะถูกนำมาฉายลงสตรีมมิ่งในเวลาต่อมา ภูมิภาคอย่างเอเชียจึงต้องตัดสินใจที่จะเอาหนังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ในช่วงเวลาที่ “จำเป็น” จะต้องฉาย ไม่เช่นนั้นแล้วหนังก็จะเก่าไปตามอายุของมันเช่นกัน การตัดสินใจเอา A Quiet Place Part  2  เข้าฉายในโรงจึงน่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย แม้ว่าจะไม่ได้ฉายในพื้นที่อย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี และอีกบางจังหวัด แต่อีกหลายจังหวัดในประเทศไทยที่สามารถควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ การกลับมาเข้าโรงภาพยนตร์ของประชาชนน่าจะเป็นอีกหนึ่งหนทาง “ผ่อนคลาย” ความตึงเครียดและพาตัวเองเข้าไปเสพย์ความสนุกตื่นเต้นและหลีกเร้นจากโลกแห่งความเป็นจริงได้ชั่วครู่ชั่วยาม

เราต้องยอมรับกัน ณ วินาทีแล้วว่า โรคโควิด-19  จะไม่มีวันหายไปในไม่กี่วัน แต่มันจะกลายเป็นโรคติดต่อ ที่อยู่คู่กับมนุษยชาติไปอีกสักระยะ เพียงแต่จะมีการคิดค้นวัคซีน ยารักษาโรค ขึ้นมาเพื่อลดทอนอาการให้ทุเลาลง ดังนั้นการทำความเข้าใจกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ ว่าถ้าหากยังมีการแพร่ระบาดอยู่ หน้ากากอนามัยและวิธีสวมใส่ที่ถูกต้องยังเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่จำเป็นกว่าในตอนนี้คือวัคซีนที่มีคุณภาพและสามารถยับยั้งการแพร่เชื้อได้ ถ้าประเทศไทยยังไม่ได้สิ่งเหล่านี้มา ใช่ว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์ (และธุรกิจอื่นๆ) จะต้องปิดทำการแบบนี้เรื่อยไป เพราะประชาชนทุกคนให้ความร่วมมือกับภาครัฐในทุกวิถีทางแล้ว รัฐเองก็ควรจะมีวิธีให้ช่องทางกับประชาชนและภาคธุรกิจได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก หารายได้บ้างเช่นกัน

ประชาชนคนไทยควรได้รับเสรีภาพในการใช้ชีวิต ควรได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ มีทางเลือก และเฝ้ารอโอกาสในการกลับไปเข้าโรงภาพยนตร์แบบไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัย กินป๊อปคอร์น ร้องกรี๊ดตกใจไปกับฉากตื่นเต้นในแบบที่เราคุ้นเคยกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม A Quiet Place Part  2 เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้ววันนี้ ติดตามรายละเอียดแบบเจาะลึกได้ในคอนเทนท์ต่อไป

อ้ายคนหล่อลวง (เมษ ธราธร)
7/10
“สนุกดีอยู่นะ นักแสดงก็ดี๊ ดี แต่มันขาดอะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่ลงตัวเลย”

จะว่าไป “อ้ายคนหล่อลวง” เป็นหนังที่ผมทั้งคาดหวังและก็ไม่คาดหวังในคราวเดียวกัน (เอ๊ะ…ยังไง) …ที่ว่าคาดหวังเพราะหนังปะยี่ห้อ GDH ที่อย่างน้อยๆ เราคงคาดหวังถึงมาตรฐานทั้งงานสร้าง โปรดักชัน งานด้านบทได้อยู่ไม่น้อย บวกกับทีมนักแสดงที่ขนมาระดับท๊อปฟอร์ม ทั้งณเดชน์ ใบเฟิร์น พี่แหม่ม คัทลียา แบงค์ ธิติ และดีเจเผือก …แต่ทันทีที่เห็นตัวอย่างหนัง ทำไมผมกลับรู้สึกเฉยๆ ดูแล้วไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่รู้สึกสนุกกับมุก หรือ แก๊ก ที่ตัดมาในตัวอย่าง โดยเฉพาะมุกตลกสังขารในตอนท้ายที่มีเต๋อ ฉันทวิชช์มารับเชิญ …ทั้งๆ ที่การตัดตัวอย่าง ก็ตัดมาได้ดีนะตามมาตรฐานของค่าย …ความคาดหวังที่อยากดูมากเลยกลายเป็นความไม่คาดหวังทันที

“อ้ายคนหล่อลวง” ว่าด้วยเรื่องราวของ อดีตสาวทำงานธนาคารที่ปัจจุบันทำงานในบริษัทสินเชื่อรถยนต์อย่างอินา (ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก) ที่จู่ๆ วันหนึ่งเธอโดนทาวเวอร์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) มิจฉาชีพ โทรมาหลอกเพื่อตบทรัพย์ แต่กลับโดนอินา (ที่เคยทำงานธนาคารมาก่อน) ตลบหลังเอาคืน ทำให้ทาวเวอร์ต้องมาทำงานให้อินาเพื่อหลอกลวงเพชร (แบงค์ ธิติ) อดีตแฟนเด็กของอินาที่หลอกเอาเงินเธอไปห้าแสนบาท โดยมีครูนงนุช (แหม่ม คัทลียา) ครูของอินาที่กำลังประสบปัญหาเรื่องหนี้สิน และ พี่โจน (ดีเจเผือก) พี่ชายคนสนิทของทาวเวอร์ เข้าร่วมขบวนการในครั้งนี้ด้วย

แม้จะรู้สึกเฉยๆ มากกับตัวอย่างหนังที่เห็น แต่เนื้อหนังจริงกลับดูสนุกในระดับมาตรฐานของ GDH โดยเฉพาะส่วนของแผนการหลอกลวงต่างๆ ที่มีทั้งลูกล่อ ลูกชน มี twist หักมุม ตลบหลัง อันนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมเขียนบทที่ยังคงทำหนังโจรกรรมแบบไทยๆ ที่ค่อนข้างแข็งแรง ดูสนุกอยู่ แม้จะมีกลิ่นไอและอดคิดถึงหนังตระกูล Ocean อยู่บ้างไม่น้อย …แต่ “อ้ายคนหล่อลวง” ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถ้าได้ใส่ใจกับบท คิดให้เยอะๆ  เราก็จะได้หนังโจรกรรมชั้นดีได้ไม่ยาก บวกกับการได้ทีมนักแสดงที่แข็งแรง เล่นได้เข้าขากัน เลยทำให้หนังเรื่องนี้เอาตัวรอดได้อย่างสบายๆ ตามมาตรฐานของค่าย

ในแง่ของความเป็นหนังโจรกรรม ต้มตุ๋น ผมยอมรับนะว่า “อ้ายคนหล่อลวง” ตอบโจทย์ได้ดีในจุดนี้ แต่ในแง่ของความเป็นหนังโรแมนติก คอมเมดี้ ที่ดูเหมือนจะเป็นหน้าหนังหลักของหนัง ผมกลับรู้สึกว่าหนังพาผมไปไม่ถึงในจุดนั้น …ซึ่งเป็นปัญหาที่ผมพบในหนังของผู้กำกับเมษ ธราธรแทบทุกเรื่อง ทั้ง ATM เออรัก เออเร่อ ที่พาร์ทตลก พาร์ทตามสืบคนขโมยเงินจากตู้เอทีเอ็มกลับทำงานได้ดีกว่าพาร์ทโรแมนติกของพระเอก นางเอก หรือ ไอฟาย แต๊งกิ้ว เลิฟยู แม้ว่าพาร์ทโรแมนติกจะดูดีขึ้น แต่ความเป็นหนังตลกยังกลบอยู่ดี …หรือในงานอย่าง “อ้ายคนหล่อลวง” ยอมรับว่าผู้กำกับเมษ ได้พัฒนางานได้กลมกล่อมกว่างานเรื่องก่อนที่กำกับเดี่ยว (ยกเว้น บ้านฉันตลกไว้ก่อนพ่อสอนไว้ งานกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับ ที่ทำคู่กับบอล วิทยา) โดยเฉพาะจังหวะการของลูกล่อ ลูกชนตามแบบหนังจารกรรมชั้นดี ผสานมุกตลกที่ยิงเข้าเป้าบ้าง ไม่เข้าเป้าบ้าง แต่โดยรวมๆ กลับดูเพลิดเพลิน และหัวเราะดังๆ ไปกับตัวหนังได้ในหลายๆ มุก (แต่มุกที่ไม่ชอบที่สุดยังคงเป็นทุกมุกที่เล่นกับสรีระ สังขาร ที่มีเต๋อ ฉันทวิชช์ รับเชิญ ไม่ใช่ว่าเต๋อเล่นไม่ดีนะ แต่ผมกลับไม่ตลกเลยสักมุกที่เล่นกับน้ำลายในหนัง)

หนังเดินเรื่องมาอย่างสนุก (สำหรับผม) แต่กลับพาไปไม่ถึงในมุมโรแมนติกในช่วงท้าย ที่เหมือนกับว่าจำเป็นต้องใส่มาเพื่อให้เห็นว่าพระเอก นางเอก ต้องรักกันนะ ทั้งๆ ที่ทั้งหมดทั้งมวลของหนัง มันไม่มีตรงไหนเลยที่ปูเรื่องราวความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนซ์ของคู่พระ นาง ว่าทั้งคู่ตกหลุมรักกันเลย อารมณ์ตรงนี้เลยพาไปไม่ถึง (สำหรับผม) ซึ่งดูเหมือนพาร์ทโรแมนติกกลับเป็นจุดอ่อนของหนังเรื่องนี้ (รวมถึงเรื่องก่อนๆ ของผู้กำกับไปด้วย) …ไม่ใช่ว่าพระ นาง ทั้งณเดชน์ และ ใบเฟิร์น เล่นไม่ดี ตรงกันข้าม ทั้งคู่เล่นดีมาก ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ไม่มีเคมีที่ดีต่อกัน ตรงกันข้าม เคมีทั้งคู่ดีมาก แต่จะด้วยบท หรือการกำกับ ที่ดันดึงเคมีความโรแมนติกของพระ นางออกมาได้ไม่ถึง มันเลยฉุดความรู้สึกทั้งหมดที่มีในหนัง แทนที่หนังจะดูดี กลมกล่อมกว่านี้ กลับมาสะดุดในจุดที่ควรจะเป็นจุดขายสำคัญของหนัง….นี่เสียดายมากๆ นะ หนังควรได้คะแนนเยอะกว่านี้ด้วยซ้ำ

“อ้ายคนหล่อลวง” ยังคงเป็นงานมาตรฐานที่ดีของ GDH อย่างน้อยมันก็ตอบโจทย์ความดูสนุก แม้ในพาร์ทโรแมนติกจะแห้งแล้ง จืดชืด และไปไม่ถึงฝั่งฝัน (ถ้าพาร์ทนี้ดีนะจะลงตัวกว่านี้เยอะเลย) …แต่วัดจากเสียงหัวเราะของผู้ชมในโรง เชื่อเลยว่าหนังคงได้ใจคนดูหลายๆ คนไปแล้ว ทันทีที่ดูหนังจบ ผมพูดกับตัวเอง “หนังได้เงินแน่ๆ” เชื่อสิ

#อ้ายคนหล่อลวง
#เอ้อระเหยลอยลม

1 12 13 14 15