แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังร่างใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สวมบท “”ฮีโร่ไร้ผ้าคลุม”” อีกครั้ง หลังโหม่งประตูชัยในช่วงท้ายเกม พาทีมบุกเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ถึงสนามแอนฟิลด์ ในศึก “”แดงเดือด”” พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประตูสำคัญนี้ไม่เพียงพาทีมคว้า 3 คะแนนเต็มเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำสถิติสุดน่าทึ่งของเจ้าตัวในฐานะกองหลังที่ยิงแล้ว “เปลี่ยนเกม” ได้ทุกครั้ง
ประตูในนาทีที่ 84 ของแม็กไกวร์ ทำให้มีการเปิดเผยสถิติว่า 6 ประตูหลังสุด ที่เขาทำได้ในสีเสื้อ “ปีศาจแดง” ต่างเป็นประตูที่มีผลต่อการแข่งขันแบบ 100% ไม่ว่าจะเป็นการตีเสมอ หรือการยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกม สะท้อนถึงความสำคัญของเขาในจังหวะชี้ขาด และความสามารถในการเปลี่ยนผลการแข่งขันให้ทีมได้อยู่เสมอ
จังหวะลูกโหม่งที่แอนฟิลด์ ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของจุดแข็งในเกมกลางอากาศของแม็กไกวร์ โดยตลอดระยะเวลาที่เขาค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เจ้าตัวทำประตูรวมไปแล้ว 17 ลูก ซึ่งในจำนวนนั้น 13 ลูกมาจากลูกโหม่ง คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 76% ของจำนวนประตูทั้งหมด เป็นสถิติที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของเขาในลูกตั้งเตะอย่างชัดเจน
แม็กไกวร์ได้กลายเป็น “อาวุธลับ” ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการจัดการสถานการณ์ตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อทีมกำลังต้องการประตูในช่วงท้ายเกม ความสามารถของเขาในการเล่นลูกตั้งเตะ กลายเป็นประโยชน์สำคัญที่ รูเบน อโมริม ผู้จัดการทีมคนใหม่ สามารถหยิบใช้ได้ทุกครั้งที่ทีมต้องการการเปลี่ยนแปลงในผลการแข่งขัน
ชัยชนะในศึก แดงเดือด ครั้งนี้ ยังถือเป็นการบุกคว้าชัยชนะที่ แอนฟิลด์ ครั้งแรกของแมนฯ ยูไนเต็ดในรอบเกือบ 9 ปี และแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็คือผู้เล่นที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ด้วยประตูสำคัญที่ไม่เพียงเปลี่ยนผลการแข่งขัน แต่ยังเปลี่ยนโมเมนตัมและความมั่นใจของทีมได้อย่างมหาศาล พร้อมส่งต่อความสุขให้แฟนบอล “ปีศาจแดง” ทั่วโลก